11 ธันวาคม 2556

ทรงปลูกฝังความรักชาติให้กับนักเรียนนายเรือ


เนื่องจากประเทศไทยถูกรุกรานทางทะเลจาก ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเกิดกรณีเหตุการณ์การรบ ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ร.ศ.112 ทำให้ประเทศไทย ต้องสูญเสียดินแดนไปบางส่วน พร้อมกับเสียเงินค่าทำขวัญ พร้อมทั้งจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ถูกยึดเป็นประกัน เสด็จในกรมฯ ทรงเจ็บแค้นพระทัย เป็นอย่างมาก จึงทรงให้นักเรียนนายเรือสักคำว่า "ร.ศ.112 ตราด" ไว้ที่หน้าอกทุกคนรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย เพื่อเป็นเครื่องจดจำ และหาหนทางที่จะแก้แค้นต่อไป
นอกจากการสักแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงแต่งเพลง ฮะเบสสมอ
และอื่น ๆ  ซึ่งมีอยู่หลายบทด้วยกัน และให้นักเรียนนายเรือร้องเพื่อปลุกใจให้กล้าหาญ
และรักชาติ ให้สมกับเป็นทหารเรือไทย
นอกจากนั้นเสด็จในกรมฯ โปรดให้สร้างเรือน้ำตาลขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2449 ซึ่งเป็นเรือจำลองมีคำว่า "ร.ศ.112" ที่หัวเรือ ตั้งไว้บนบกเพื่อให้นักเรียนนายเรือชั้น 4 ชั้น 5 ฝึกแก้อัตราผิดของเข็มทิศ เพื่อเวลานำเรือ ออกท้องทะเลลึกโดยเข็มไม่ผิด และให้ได้เห็นทุกวัน เป็นการเตือนใจให้หาทางแก้เผ็ด และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ เช่น ร.ศ.112 เกิดขึ้นอีก และที่ทรงใช้ชื่อว่า"น้ำตาล" เพราะน้ำตาลแก้รสเผ็ดได้ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นเรือที่ลอยน้ำไม่ได้ (เช่นเดียวกับน้ำตาล)
นอกจากทรงใฝ่พระทัยในด้านการศึกษาของ นักเรียนนายเรือแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงดำริว่า สำหรับการช่วยเหลือราษฎรในด้านการดับเพลิงนั้น ควรจะได้ให้นักเรียนนายเรือได้มีการฝึกทำการช่วยเหลือ ราษฎรทำการดับเพลิง เพราะมีเรือสูบน้ำ และเรือกลไฟเล็ก ซึ่งขึ้นอยู่กับกรมเรือกลอยู่แล้ว และมีหน้าที่ดับเพลิง ฉะนั้นเมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่ใด เรือกลไฟจะทำหน้าที่ลากจูงเรือ สูบน้ำไปทำการดับเพลิงเป็นประจำ ดังนั้นเสด็จในกรมฯ ทรงจัดตั้งกองดับเพลิงของทหารเรือขึ้น โดยมีกองต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1. กองถัง
2. กองขวาน
3. กองผ้าใบกันแสงเพลิง
4. กองรื้อและตัดเชื้อเพลิง
5. กองช่วย
6. กองพยาบาล
ต่อมาจึงได้เพิ่มกองสายสูบขึ้นกองหนึ่ง ในการนี้ได้ทรงจัดให้นักเรียนนายช่างกล ทำหน้าที่ร่วมกับ นักเรียนอื่น ๆ และเพื่อความชำนาญ ให้มีการเปลี่ยนกันไปบ้าง ตามความสามารถของนักเรียน นอกจากนั้นเสด็จในกรมฯ ทรงฝึกหัดการดับเพลิงให้กับทหาร และนักเรียนนายเรือ ด้วยพระองค์เอง ในสมัยนั้นมักจะเกิดเพลิงไหม้บ่อย ๆ เสด็จในกรมฯ จะเสด็จไปบัญชาการดับเพลิง ด้วยพระองค์เองเสมอ ๆ โดยไม่ทรงถือพระองค์ และจะลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นแบบอย่าง แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความกล้าหาญ ดังเช่น ในต้นเดือนธันวาคม ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) เกิดเพลิงไหม้ที่ตำบลบ่อนหัวเม็ดทางด้านวัดบพิตรพิมุข เสด็จในกรมฯ ทรงปีนหลังคาแล้วทำการรื้อ เพื่อจะตัดต้นไฟด้วยพระองค์เอง จนถึงกับประชวร พระวาโย 2 ครั้ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ประจักษ์ศิลปาคม เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และรั้งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกรมทหารเรือ ได้ถวายรายงานขอพระราชทานบำเหน็จ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่นายทหารและพลทหารในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชมเชยในความอุตสาหะและความกล้าหาญ แต่ยังไม่ทรงเห็นด้วยที่จะพระราชทานรางวัล เพราะในครั้งนั้นยังไม่เคยมีรางวัล และอีกประการหนึ่ง การที่จะพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นต่ำ ๆ ก็ไม่เหมาะสมกับเสด็จในกรมฯ ดังนั้นพระองค์ ทรงให้นับไว้บวกกับความดี ซึ่งจะมีในภายหน้าที่จะได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงต่อไป
การปฏิบัติงานของกองดับเพลิงนั้น ได้รับคำชมเชยอยู่เสมอ ดังเช่น 
ในวันที่ 4 และ 5 เมษายน พ.ศ.2449 ได้เกิดเพลิงไหม้ขนานใหญ่ที่ตำบลราชวงศ์ 
กองดับเพลิงได้ทำการดับเพลิงอย่างเข้มแข็ง จนได้รับคำชมเชยดังนี้ 
"วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2449 กรมทหารเรือได้ลงคำสั่งที่ 8/136 ให้ทราบทั่วกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญ ความอุตสาหะของกรมทหารเรือในการดับเพลิง ที่ตำบลถนนราชวงศ์ เมื่อวันที่ 4 และ 5 เมษายน ร.ศ.125 จึงให้กรมกองประกาศให้นายทหาร พลทหาร และพลนักเรียนทราบทั่วกัน"

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งขณะนั้นกำลังทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดี กระทรวงทหารเรืออีกตำแหน่งหนึ่ง
ครั้นถึงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ทรงออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการครั้งแรก 11 ปี

เสียงสัญญาณนกหวีดเรือ



สัญญาณ              เป่าเตรียม    เป่าสัญญาณเสียง
๑.          ธงขึ้น            ติ๊ด ๆ       วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-----/ วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-----/ วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ-----/  วี๊ด-ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ ๆ ๆ ติ๊ด
๒.        ธงลง             ติ๊ด ๆ       รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-----/ รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-----/ รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-----/ ติ๊ด รี๊-หร่อ-วิด
๓.         เป่าปลุก           -            วี๊หว่อวิด / หว่อ-วี๊-หว่อ / หว่อ-วี๊-หว่อ / หว่อ-วี๊-หว่อ / หว่อ-วี๊-หว่อ วิด / วิ๊ดตะเวี๊ยวหว่อ
๔.         เป่านอน        ติ๊ด ๆ       ติ๊ด รี๊-หร่อ-วิด / หว่อ-วี้-วิด / หว่อ-วี้-หว่อ / หว่อ-รี๊-หร่อ วิด
๕.         เป่าประกาศ     -            วี๊ดตะเวี๊ยวหว่อ
๖.          แถว ๐๘๓๐     -            วี๊หว่อวิด / หว่อวี๊หว่อ / หว่อวี๊หว่อ / หว่อวี๊หว่อ / หว่อวี๊หว่อ วิด / วิ๊ดตะเวี๊ยวหว่อ
๗.         รับประทานอาหาร -    ติ๊ด ๆ ๆ ๆ วี้หว่อวิด หว่อวี้หว่อ หว่อติ๊ด ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ ๆ ๆ หว่อ รี๊ หร่อ  วิด
๘.         เลิกงาน            -            ติ๊ด รี๊-หร่อ-วิด / วี๊ด-ติ๊ด ๆ   ๆ  วี๊ด-ติ๊ด ๆ      วี๊ด-ติ๊ด ๆ   ๆ / ติ๊ด รี๊-หร่อ-วิด
๙.          นายทหารขึ้นเรือ -       หว่อ-วี๊-หว่อ / หว่อ-วี้-หว่อ วิด
๑๐.      นายทหารลงเรือ  -       หร่อ-รี๊-หร่อ / หร่อ-รี๊-หร่อ วิด
๑๑.      หะเบสนิดหน่อย  -      หว่อ-วี๊-หร้อ (เป่าซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่ง “โฮ” หมายถึง ให้หยุด)
๑๒.    หะเรียนิดหน่อย  -       หร่อ-วี๊-หร้อ  (เป่าซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่ง “โฮ” หมายถึง ให้หยุด)
๑๓.     หะเบส          ติ๊ด ๆ       วี้หว่อ-วี้หว่อ-วี้หว่อ (ซ้ำๆ) (ให้เป่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่ง “โฮ” หมายถึง ให้หยุด) / วี๊ด-ติ๊ด ๆ   ๆ ต่อ ๆ   ๆ ติ๊ด (ผูกมัด, ยึดติด)
๑๔.     หะเรีย           ติ๊ด ๆ       รี๊หร่อ-รี๊หร่อ-รี๊หร่อ (ซ้ำ) (ให้เป่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่ง “โฮ” หมายถึง ให้หยุด หรือ ปล่อย)
๑๕.     ผูกมัดหรือให้หยุด  -   วี๊ด-ติ๊ด ๆ   ๆ ต่อ ๆ   ๆ ติ๊ด
หมายเหตุ:  ๑.    “/ xxxxx /” หมายความว่า คำที่อยู่ในหวักเดียวกัน และ “ - ” หมายความว่าให้เป่าแบบลากเสียงต่อคำกันไปในหวักเดียวกันนั้นๆ
                    ๒.   “ธงขึ้น” และ “ธงลง” เมื่อเป่าเตรียมแล้วให้รอ “ธงสัญญาณ หรือ ธงเป๊บ” ลงมาเรียบร้อยก่อนจึงเป่าสัญญาณเสียงต่อไป และหากมีพลสัญญาณเป่า “แตรเดียว” การเป่าสัญญาณเสียงในแต่ละหวักทั้ง ๓ ช่วงนั้นให้จบพร้อมๆ กันกับสัญญาณแตรด้วย ทั้งนี้โดยคำสุดท้ายของหวัก “-----” ให้เป่าลากเสียงไปจนกว่าเสียงแตรจะจบหวักเดียวกัน จึงเริ่มเป่าหวักต่อไป
                    ๓.    “เป่านอน” ใช้ในการประกอบพิธีลอย”อังคาน” หรือ “กระดูก” ของผู้ตายด้วย
credit โน๊ตhttp://www.navy29.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=navy29com&thispage=2&No=1447279

คำแนะนำการใช้นกหวีดเรือ

  1. นกหวีดสัญญาณที่ใช้อยู่ในเรือใหญ่นั้น ต่อไปนี้จะให้ชื่อว่า นกหวีดเรือ และนกหวีดชนิดนี้จะไม่ใช่สัญญาณอื่นทั่วไป คงใช้แต่เป็นเสียงสัญญาณประจำ ซึ่งมีกำหนดอยู่ตามข้อบังคับบ้างแล้ว และจะได้กำหนดเพลงเสียงสัญญาณและที่ใช้ไว้ต่อไปในโน้ตนั้น
  2. ลักษณะของนกหวีดเรือ นั้น ต้องใช้นกหวีดที่ลักษณะตอนต้นเป็นปลอดลมยาวและเล็ก และตอนสุดนั้นต้องมีที่อุ้มเสียง แต่ไม่มีลูกกลิ้ง ซึ่งจะทำให้เสียงครวญดังในรูปนี้

นกหวีดเรือ.jpg

  1. วิธีที่จะจับนกหวีดชนิดนี้เป่า จะต้องจับที่ตอนท้ายของนกหวีดนั้นด้วยมือขวาและกำมือโปร่ง ๆ ปลายนิ้วกลางอยู่ประมาณเหนือช่องลมเล็กน้อยเพื่ออุ้มเสียงนกหวีดให้ทุ้มลงและเบาแรงที่จะเป่าด้วย
  2. การที่จะทำเสียงนกหวีดให้เป็นเสียงสูง หรือเสียงต่ำนั้นให้ใช้นิ้วกลาง และในอุ้งโปร่งของมือนั้นประกอบด้วยแรงลมที่จะเป่าคือ.-
    1. ถ้าจะให้เสียงสูง (วิ๊ด. . . ) ให้เอานิ้วกลางกดที่เหนือช่องลม และกำมือเข้าให้ชิดแต่ไม่ให้แน่นเกินไป แล้วเป่าตะเบงลมให้แรง เสียงนกหวีดก็จะเป็นเสียงสูง
    2. ถ้าจะให้เป็นเสียงต่ำ ก็ให้เปิดนิ้วกลางและคลายมือให้โปร่งออก และเป่าแต่ธรรมดาเสียงนั้นก็จะเป็นเสียงต่ำ และเสียงสัญญาณของนกหวีดเรือก็คงใช้อยู่ ๒ เสียงเท่านี้ นอกจากนี้ในเสียงสูงและต่ำแล้ว มีเสียงครวญหรือสั้น ๆ คล้ายครวยอยู่ในเสียงสูงและต่ำนั้นอีกชั้นหนึ่งแต่วิธีนี้ใช้ทำด้วยปลายลิ้นสะบัดให้เป็นเสียงครวญและตอดให้เป็นเสียงสั้น ๆ ส่วนเสียงที่เปิดมือหมดแล้วเป่าคงเป็นเสียงกลาง
  • การทำเสียงนี้ ซึ่งกำหนดว่าให้เอานิ้ววางอย่างไรเป็นเสียงใดนั้น ข้อสำคัญก็ต้องแล้วแต่ความชำนาญและเหมาะมือเป็นใหญ่
  1. การใช้มือจับนกหวีดเป่านั้น ควรจะใช้ชำนาญใช้ได้ทั้งซ้ายและขวา เว้นแต่การเป่า ธงขึ้น , ธงลง , เกียรติยศ รับและส่งที่เพลงนี้ให้ใช้มือขวาเสมอ

แบบฝึกนกหวีดเรือ

  • การยืนเป่านกหวีด
  1. ยืนตรง อกตึ่งผึ่งผางมือซ้ายกำหลวม ๆ ไขว้หลังอยู่ประมาณแนวเข็มขัด มือขวาจับนกหวีด มี ๔ เพลง
    1. ธงขึ้น
    2. ธงลง
    3. นายทหารขึ้นเรือ
    4. นายทหารลงเรือ
  2. ยืนถ่างขาเล็กน้อยพองาม ลำตัวตรง อกตึงผึ่งผาย มือซ้าย (ขวา) กำหลวม ฯ ไขว้หลังอยู่ประมาณแนวเข็มขัด มี ๑๔ เพลง
    1. ปลุก
    2. เลิกงานเก็บกวาด
    3. ประกาศ
    4. หะเบสนิดหน่อย
    5. หะเรียนิดหน่อย
    6. หะเบส
    7. หะเรีย
    8. นอน
    9. ผูกหรือหหยุด (โฮ)
    10. รับประทานอาหาร
    11. เลิกฝึกหัดศึกษา
    12. ดึงตึง
    13. ปล่อย
    14. แถว ๐๘๓๐

เครื่องหมายเสียงสัญญาณนกหวีดเรือ

เสียงสัญญาณนกหวีดเรือ.jpg

๑. เพลง ธงขึ้น

ธงขึ้น.jpg

๒. เพลง ธงลง

ธงลง.jpg

๓. เพลง นายทหารขึ้นเรือ

นายทหารขึ้นเรือ.jpg

๔. เพลง นายทหารลงเรือ

นายทหารลงเรือ.jpg

๕. เพลง ปลุก

ปลุก.jpg

๖. เพลง เลิกงาน

เลิกงาน.jpg

๗. เพลง ประกาศ

ประกาศ.jpg

๘. เพลง หะเบส นิดหน่อย

หะเบส นิดหน่อย.jpg

๙. เพลง หะเรีย นิดหน่อย

หะเรีย นิดหน่อย.jpg

๑๐. เพลง หะเบส

หะเบส.jpg

๑๑. เพลง หะเรีย

หะเรีย.jpg

๑๒. เพลง รับประทานอาหาร

รับประทานอาหาร.jpg

๑๓. เพลง นอน

นอน.jpg

๑๔. เพลง เลิก ปล่อย

เลิก ปล่อย.jpg

๑๕. เพลง ผูก หยุด

ผูก หยุด.jpg

แหล่งที่มาของข้อมูล

  • น.ต.พิพัฒน์ โสภณ
  • ตำแหน่ง ครูฝึกการเรือ กองวิชาการเรือและเดินเรือ ฝ่ายศึกษา โรงเรียนนายเรือ
  • การติดต่อ โทร.53885

การปรับปรุงข้อมูล

  • เมื่อ ๑๕ ส.ค.๕๔ โดย นาวาโท สุพจน์ สุระอารีย์ ตำแหน่ง อนุกรรมการ และเลขานุการ K2 และอาจารย์ฝ่ายศึกษา โรงเรียนนายเรือ ช่วยปฏิบัติราชการ กองวิชาการเรือและเดินเรือ ฝ่ายศึกษา ฯ การติดต่อ โทร.53874 มือถือ 08 1827 2764
ตัวอย่าง​ภาพยนตร์​ฝรั่งที่ใช้นกหวีดเรือ
.... 

02 ธันวาคม 2556

การใช้ชีวิตเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ

... เมื่อปี พ.ศ. 2530 หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ม.6 หรือบางคนอาจจบมาจากสายอาชีัพบ้าง การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาอาชีพเพื่อเลี้ยงชีวิต ได้เริ่มขึ้น การสอบเข้ารับราชการทหาร เป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กชาวบ้าน ได้รับการแนะนำมาว่า สามารถมีเงินเดือนเลี้ยงชีพ และมีอนาคต เด็กหนุ่มๆ จึงได้เดินทางมาสมัครสอบเพื่อเข้ารับราชการบ้าง เมื่อสอบผ่านข้อเขียน และทดสอบความสามารถของร่างกายแล้ว ในที่สุดผลสอบก็ประกาศมาให้เราได้มาเป็น "นักเรียนจ่าทหารเรือ" หลายคนไม่เคยรู้จักชีวิตทหารมาก่อน บางคนรู้จักแค่เรียน รด. น้อยคนนักที่รู้จักชีวิตและเส้นทางของ "จ่าทหารเรือ"
... ก็ "นักเรียนจ่าทหารเรือ" นั้น เป็นชีวิตของนักเรียนทหารชั้นประทวน เมื่อจบการศึกษา 1-2 ปี จะได้รับการประดับยศ "จ่าตรี"ประจำการในกองทัพเรือไทย ตามพรรคเหล่าที่ตนได้เลือกไว้
... เมื่อได้ก้าวมาในรั้วของกองทัพเรือไทยแล้ว วันแรกที่ต้องจากบ้าน จากพ่อแม่มา ทุกคนได้เข้ามาสู่รั้ว รร.ชุมพลทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี วันนี้ นรจ.30 จะต้องตัดผมเกรียน แต่รุ่นเราพิเศษกว่าเมื่อมีการโกนหัวในคนแรกๆ นรจ.30ใหม่ ก็ต้องได้รับการโกนหัวไปหมดคน(ภาษาชาวเรือ แปลว่า หมดทุกคน) ได้รับชุดทหารเรือ คือชุดกะลาสี และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ เริ่มวันแรก ระเบียบวิันัยทหาร ต้องเข้ามาทันที มีการเรียกแถว สั่งทำโทษ และอบรมระเบียบวินัยทันที เพื่อเปลี่ยนบุคคลพลเรือนให้เป็นทหาร การใช้คำสั่งขู่ว่า "ถ้าทนไม่ไหว ก็ลาออกไป!! " เริ่มมีในการอบรมทำโทษของ นายทหารปกครอง ตลอดจนถึง นักเรียนปกครอง ซึ่งหมายถึงรุ่นพี่ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพราะว่า เมื่อเราไปทำสัญญามอบตัวเป็นนรจ. สัญญาระบุชัดเจนว่า เมื่อยินยอมเข้ามาเป็น นรจ.แล้ว ถ้ามีการลาออกก่อน จะต้องเสียเงินค่าปรับ เป็นเงิน 5,000 บาท ซึ่งในสมัยนั้น เป็นมูลค่าที่สูงมากเพราะเมื่อจบเป็นจ่าตรี ได้รับเงินแค่เพียงเดือนละ 1,100 บาทเท่านั้น
... การฝึกภาคสาธารณะ ณ รร.ชุมพลฯ เป็นเวลา 1 เดือนนั้น ทุกพรรคเหล่า รวม นรจ.30 กว่า 1,100 คน ได้เข้ามาฝึกฝนวิชาการทหารเบื้องต้น เข้ามาสลายพฤติกรรมพลเรือน เข้ามารวมให้รู้จักกันทุกพรรคเหล่าในรุ่นเดียวกัน กิจกรรมที่ ผู้บังคับบัญชาตั้งไว้คือ พิธีการเดินสวนสนามของนักเรียนจ่าใหม่ จะต้องมีระเบียบ เพราะหากว่าการเดินสวนสนามไม่มีระเบียบแล้ว แถวจะไม่มีความเข้มแข็งสวยงาม นี่คือสิ่งที่ใช้วัดค่าความมีระเบียบของทหาร
... เมื่อจบจากภาคสาธารณะแล้ว ทุกพรรคเหล่า ก็ต่างแยกย้ายไปสู่ภาคอาชีพ ตามโรงเรียนของตนๆ นรจ.30 ไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราเพียง 19 นาย ได้เดินทางมาที่ รร.ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ กรมอู่ทหารเรือ(ในสมัยนั้น) ป้อมพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ได้เข้าร่วมศึกษาในการปกครองร่วมกับ นรจ. 30 อิเล็คทรอนิคส์ และ นรจ.30 สื่อสาร (ประกอบด้วย วิทยุ โซน่าร์ เรดาร์ ทัศนสัญญาณ) เป็นเวลาอีก 2 ปี หลักสูตร ก็ประกอบไปด้วย ระบบไฟฟ้าภาคพื้นดิน เพื่อรองรับหน่วยง่านที่มีสำนักงานบนพื้นดิน จึงเรียนเหมือนกับ ปวช. ปวส. ทั่วไป แต่พิเศษว่ามีการเรียนระบบไฟฟ้าภายในเรือร่วมด้วย และมีการฝึกภาคทะเล คือการลงไปใช้ชีวิตทหารเรือ บนเรือรบ มีการฝึกเดินเรือ ฝึกการควบคุมระบบไฟฟ้าภายในเรือ ซึ่งขณะนั้นเป็นฤดูมรสุมในมหาสมุทร มีคลื่นลมในอ่าวไทยหลายลูก ทำให้รู้จักคำว่า"เมาเรือ" เป็นอย่างดี...
... ชีวิตภายในรั้ว ป้อมพระจุลฯ ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก รุ่นพี่รุ่นน้องนัก คือ เช้าก็วิ่ง เย็นก็วิ่ง กินข้าวก็ขัดฉาก มุดโต๊ะ เช้าก็แถว เย็นก็แถว ก่อนนอนก็แถวอีก ผิดนิดผิดหน่อยก็"รับผิดชอบร่วมกัน .. ชั้น 1 ทุกคน..กอดคอ!! " คราวนี้ ก็เริ่มจาก ปั๋ม 10 ครั้ง แล้วก็ไปเรื่อยๆ กว่าจะครบในแต่ละแถวๆ ไม่ต่ำกว่าเป็นร้อย .... ไม่พร้อมกันบ้าง มีปฏิกิริยาบ้าง... ไปเรื่อย มีเรื่องเดียวก็ทำให้เป็นหลายเรื่องได้ โทษมันเยอะจัง... การทำโทษ ก็มีทั้ง วิดพื้น ปั๋ม พุ่งหลัง เหี้ยตะกายตึก ปล่อยม้า ม้วนหน้า สะพานโค้ง ที่แตกต่างจากที่อื่นหน่อย คือ "พุ่งหลังข้ามท่อ" มันแปลกกว่าเพราะ ที่นี่มีรางปูนระบายน้ำขนาดกว้าง 1 เมตร เป็นการไม่ให้ผู้ถูกทำโทษอู้ ต้องสั่งไปพุ่งหลังข้าม เพราะหากอู้แล้วขาจะตกลงท่อไปเจ็บตัวเปล่าๆ ก็มีอะไรที่ต้องให้อยู่ในวินัย และเพิ่มความเข้มแข็งของร่างกาย เพื่อให้สามารถทำงานได้ทุกสภาวะ เพราะทหารเมื่อจะออกรบหากไม่มีการเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาแล้ว ภาระกิจของชาติจะไปสำเร็จได้อย่างไร?? ไม่มีเรี่ยวแรง จะไปทำงานอะไรได้..
... เมื่อผ่านระยะเวลาไป 2 ปี เราทั้ง 17 นาย คือ ลาออกไป 1 และ ได้รับการเลื่อนไปเป็น นักเรียนนายเรือ 1 ก็จบการศึกษาได้รับการประดับยศ เป็นจ่าตรี และแยกย้ายไปประจำการตามหน่วยต่างๆ ในกองทัพเรือ..
.....
ข้อมูลอ้างอิงประกอบ
เครื่องหมายประดับยศ ทร.
เครื่องหมายพรรคเหล่า
เพลงวิ่งออกกำลังกาย
เสียงสัญญาณนกหวีดเรือ
สัญญาณระฆัง
ความหมายของไมล์ทะเล
กีฬาทหารเรือ
อุ้มหมูใส่เล้า
ม้าโรมัน
..ชมภาพชีวิตนักเรียนจ่าทหารเรือ>>

วันที่เราเข้ามาเริ่่มต้นชีวิต นรจ. 30
วันที่ได้ปล่อยกลับบ้านครั้งแรก
ใช้ชีวิตเพื่่อสามารถดำรงตนอยู่ในเรือให้ได้
พิธ๊สวนสนามนักเรียนจ่าใหม่ ภาคสาธารณะ
เป็นพิธีที่กระทำสืบต่อมานานแล้ว





ก่อนเข้าเรียน และหลังเลิกเรียน ต้องมีแถวหน้า รร.





















เครื่องหมายพรรคเหล่า ทหารเรือ(ชั้นประทวน)


ยศทหารเรือ